โรคกรดไหลย้อน

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังอยู่ในช่วงของ “วัยทำงาน” ไม่ว่าจะสาขาอาชีพใดก็ตาม บอกได้เลยว่าคุณโชคดีมาก ๆ ค่ะ เพราะคุณกำลังจะได้รับประโยชน์จากบทความต่อไปนี้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก!

 

เมื่อพูดถึง “โรคที่มักเกิดกับวัยทำงาน” ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า มีด้วยกันหลายโรคมาก ๆ และเราจะขอคัดมาเฉพาะโรคที่พบได้บ่อยที่สุด 8 โรคก่อนนะคะ ซึ่งคุณจะได้ทราบทั้งลักษณะอาการ สาเหตุ วิธีรักษาและการป้องโรคทั้ง 8 โรค อย่างละเอียด ส่วนจะมีโรคยอดฮิตอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

 

1.  โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

2.  โรคปวดหัวไมเกรน

3.  โรคกรดไหลย้อน

4.  โรคริดสีดวงทวารหนัก

5.  โรคปวดกล้ามเนื้อ

6.  โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน

7.  โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด 

8.  โรคนิ้วล็อก

 

 

โรคกรดไหลย้อน


มาต่อกันด้วยโรคที่ 3 โรคกรดไหลย้อน หรือ เกิร์ด (GERD)

เมื่อพูดถึง “โรคกรดไหลย้อน” ฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดาสามัญทั่วไป ที่ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่เชื่อหรือไม่..เคยมีรายงานว่าคนเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ในประเทศไทย เกิดความเจ็บปวดมากจนถึงขั้นหยุดหายใจ! ซึ่งแพทย์สันนิษฐานว่า เป็นเพราะระบบประสาทของเขาไวต่อความเจ็บปวดอย่างผิดปกติ นั่นเองค่ะ

 

 

เห็นไหมคะว่า ความเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม หากเรามองข้าม หรือ มองว่าเล็กน้อย ไม่รีบรักษาอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่เลวร้ายที่สุดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปุณรดายาไทย อยากให้ทุกคนหันมารักตัวเองให้มากขึ้น เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพให้ดีขึ้นก่อนนะคะ

 

 

โรคกรดไหลย้อน คืออะไร


กรดไหลย้อน หรือ เกิร์ด (GERD) เป็นโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารภายในร่างกายที่ผิดปกติ ซึ่งถือเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่โรคร้ายแรง และไม่ใช่โรคติดต่อนะคะ

 

 

ในผู้ป่วยที่เป็น “กรดไหลย้อน” พบว่ามีภาวะที่กรดล้นหรือกระฉอกจากกระเพาะอาหารขึ้นไปที่หลอดอาหาร บางครั้งล้นขึ้นไปถึง คอ หลอดลม กล่องเสียง และเข้าไปในปอด ซึ่งเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ไม่สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนของกรดได้ จึงเกิดการอักเสบและเป็นแผลขึ้นค่ะ

 

 

สาเหตุของการเกิดโรคกรดไหลย้อน


เกิดจากหูรูดระหว่างปลายหลอดอาหารกับกระเพาะอาหารคลายตัวผิดปกติ และบางครั้งพบว่าหูรูดหลอดอาหารส่วนบนก็มักจะไม่ปกติด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ “กรดไหลย้อน” ยังอาจเกิดจากภาวะกรดในกระเพาะอาหารมีน้อยเกินไป (Hypochlorhydria)  

 

 

อธิบายได้ว่า โดยทั่วไปกรดในกระเพาะอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้หูรูดส่วนปลายกระเพาะอาหารเปิด เพื่อดันอาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนไปที่ลำไส้เล็ก เมื่อกรดมีน้อยจึงทำให้หูรูดไม่เปิด ส่งผลให้อาหารและกรดคั่งอยู่ในกระเพาะอาหาร และล้นขึ้นไปที่หลอดอาหารนั่นเองค่ะ

 

 

ถึงแม้ว่า กรดจะมีน้อยจนไม่สามารถกระตุ้นให้หูรูดส่วนปลายกระเพาะอาหารเปิดได้ แต่ก็เพียงพอที่จะกัดกร่อนเยื่อบุของหลอดอาหารจนอักเสบและเป็นแผลขึ้นได้ ทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกทรมานกับอาการกรดไหลย้อนเป็นอย่างมากค่ะ

 

 

ปัจจัยเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน 


• พันธุกรรม และ โรคบางโรค ก็มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนสูง เช่น เด็กดาวน์ (Down syndrome)

 

• เป็นโรคไส้เลื่อนกะบังลม ซึ่งอาจมีผลทำให้หูรูดของหลอดอาหารไม่แข็งแรง

 

• เป็นโรคหอบหืด การไอหรือจามบ่อย ๆ และมีการใช้ยาขยายหลอดลม ย่อมส่งผลให้หูรูดหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวลง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคกรดไหลย้อน

 

• เป็นโรคภูมิแพ้ มีภูมิต้านทานที่สนองต่อการระคายเคืองบริเวณหลอดอาหารผิดปกติ ทำให้หลอดอาหารอักเสบ และบวมได้

 

• อ้วน อาจเกี่ยวข้องกับการรับประทานมาก หูรูดของหลอดอาหารไม่แข็งแรง อาหารและกรดคั่งอยู่ในกระเพาะอาหาร และล้นขึ้นไปที่หลอดอาหาร กัดกร่อนเนื้อเยื่อจนอักเสบและเกิดแผลได้

 

• ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ จะทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ส่งผลให้กระเพาะอาหารไม่ค่อยบีบตัว หรือบีบตัวช้า ดังนั้นอาหารและกรดจึงคั่งอยู่ในกระเพาะอาหาร กัดกร่อนเนื้อเยื่อจนอักเสบและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

 

• เข้าสู่วัยทอง (40 ปีขึ้นไป) อาจเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของหรูดหลอดอาหาร และความสามารถในการย่อยอาหาร ทำให้กรดและอาหารคั่งในกระเพาะอาหาร และล้นขึ้นไปที่หลอดอาหาร กัดกร่อนเนื้อเยื่อจนอักเสบและเกิดแผลได้

 

• เป็นนิ่วในถุงน้ำดี ส่งผลให้น้ำดีซึ่งเป็นด่างมีไม่เพียงพอในการย่อยไขมัน อาหารที่คั่งค้างในกระเพาะจึงมีความเป็นกรดสูง เกิดการกัดกร่อนเนื้อเยื่อจนอักเสบและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

 

• เป็นโรค Zollinger-Elison Syndrome โรคนี้จะทำให้มีฮอร์โมนแกสตรินสูง ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารให้มากขึ้น

 

• การมีแคลเซียมในเลือดสูง จะกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนแกสตรินสูง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารให้มากขึ้น เช่นเดียวกันกับโรค Zollinger-Elison Syndrome

 

• การรับประทานอาหารมากเกินไป เมื่อกระเพาะอาหารย่อยไม่ทัน อาหารจะคั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร และล้นขึ้นไปที่หลอดอาหาร กัดกร่อนเนื้อเยื่อจนอักเสบและเกิดแผลได้

 

• โรคภูมิแพ้บางอย่าง เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma) หรือ Systemic sclerosis ทำให้หลอดอาหารผิดปกติ

 

• ได้รับสารสเตียรอยด์ จากยารักษาโรคบางโรค สารสเตียรอยด์จะทำให้หูรูดหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติ และทำให้มีน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะออกมามากขึ้น

 

• การสูบบุหรี่ ทำให้น้ำย่อยออกมามากขึ้นจึงมีความเป็นกรดสูง ส่งผลให้หูรูดระหว่างหลอดอาหารส่วนปลายและกระเพาะอาหารคลายตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคกรดไหลย้อน

 

• ความเครียด มีผลให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัว กระเพาะไม่ย่อยอาหาร หนำซ้ำกรดจะหลั่งเยอะขึ้นอีกด้วย จึงมีอาหารและกรดค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น แน่นอนว่า ผลที่ตามมาคือ “โรคกรดไหลย้อน และ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร” หรือที่บางคนเรียกว่า “โรคเครียดลงกระเพาะ” นั่นเองค่ะ

 

• อาหารบางอย่าง ก็ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน ถึงแม้จะเป็นกับบางคนเท่านั้น เช่น กาแฟ ช็อกโกแลต ชา เปปเปอร์มิ้นต์ ลูกอม น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ผลไม้รสเปรี้ยว แตงโม หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ บร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก ถั่ว นมเปรี้ยว น้ำส้มสายชู เนื้อ นม ไข่ ของมัน ของทอด เนย น้ำสลัดอาหารรสจัดต่าง ๆ

 

• ยาบางชนิด มีผลให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น ได้แก่

- แอสไพริน หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สารสเตียรอยด์ (NSAIDs)

- ยาขยายหลอดลม (theophyllin)

- ยาแก้หดเกร็ง (atropine, Scopolamine, anticholinergics อื่นๆ)

- ยาลดการเต้นของหัวใจ (beta-blockers)

- รักษาโรคความดันโลหิตสูง (alpha-blockers, calcium channel blockers)

- ยากล่อมประสาท (benzodiazepines)

- ยากันแท้งประเภทฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone)

- วิตามินซี

 

 

อาการของโรคกรดไหลย้อน


ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน มักมีอาการจากกรดทำลายเนื้อเยื่อ ดังนี้

• แสบร้อน ไม่สบายบริเวณเต้านมด้านซ้าย หรือบริเวณหัวใจ ลิ้นปี่ หน้าอก และลำคอ

• เจ็บปวดแน่นอก เหมือนมีคนกดทับหรือบีบหัวใจ คล้ายอาการโรคหัวใจขาดเลือด

• มีก้อนจุกที่คอหอย

• รู้สึกมีเสมหะอยู่ในคอตลอดเวลา

• กลืนไม่สะดวก กลืนลำบาก กลืนแล้วรู้สึกเจ็บปวด

• มีน้ำกรดเปรี้ยวๆ ขมๆ ล้นขึ้นมาในคอ

• ตื่นเช้ามาเจ็บคอ แสบลิ้น

• เหม็นในคอ

• เสียงแห้ง

• เรอบ่อย

• ท้องอืดแน่นไม่สบายท้อง

• อาหารไม่ย่อย

 

 

ยาสมุนไพรรักษากรดไหลย้อน

 

หากกรดล้นไปที่คอ ปาก หลอดลม กล่องเสียง และปอด อาจมีอาการข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อดังต่อไปนี้

• เจ็บคอ

• แสบหรือเจ็บปวดในอก

• เสียงแหบ

• ไอเรื้อรัง

• สำลักอาหารบ่อย ๆ

• เป็นปอดบวมซ้ำ ๆ

• หายใจมีเสียงวี๊ดคล้ายคนเป็นโรคหอบหืด

• ฟันสึกกร่อนจากการกัดกร่อนของกรด

 

“ลักษณะพิเศษของเกิร์ด คือ อาการทั้งปวงที่เกิดขึ้น มักจะเป็นหลังอาหารมื้อเย็นในท่านอน ไม่เป็นในท่านั่งหรือ ยืน และอาการแสบหรือเจ็บปวดจะหายเองได้ แต่จะทรมานนานหลายชั่วโมง”

 

 

อันที่จริงแล้ว แทบทุกคนที่เคยมีอาการเรอแล้วมีกรดเปรี้ยว ๆ แต่จะวินิจฉัยว่าเป็นกรดไหลย้อนก็ต่อเมื่อ

• เป็นบ่อย คือใน 1 สัปดาห์ เป็นมากกว่า 2 ครั้ง

 

• เป็นอย่างรุนแรง เช่น เจ็บปวดจนนอนไม่หลับ หรือ อาการที่เป็นรบกวนชีวิตประจำวันทำให้การงานเสียไป หรือน้ำหนักลด หรือมีเลือดออกในหลอดอาหาร

 

• มีอาการทุกครั้งที่รับประทานอาหารบางอย่าง

 

• การตรวจวินิจฉัยของแพทย์ยืนยันว่าเป็นเกิร์ด

 

 

อาการต่อไปนี้บ่งบอกว่าอาจจะไม่ใช่เกิร์ด หรือเป็นเกิร์ดที่รุนแรง ไม่ควรรักษาตนเอง แต่ควรไปพบแพทย์

• กลืนไม่ลง กลืนลำบาก (อาจเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งหลอดอาหาร หลอดอาหารตีบตัน หรือมีก้อนข้างเคียงมาอุดหรือกดทับ)

 

• อาเจียนเป็นเลือด (อาจเป็นแผล เนื้องอกหรือมะเร็งในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น

 

• สำลักจนหายใจไม่สะดวก ไออย่างรุนแรง เสียงแหบ เป็นอาการของเกิร์ดที่รุนแรงได้ แต่ต้องระวังเป็นการ สำลักสารแปลกปลอมเช่นอาหาร ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตถ้าไม่รีบพาไปโรงพยาบาล

 

• น้ำหนักลด อาจจะเป็นอาการของเกิร์ดที่รุนแรงได้ แต่ต้องระวังเป็นโรคมะเร็งของระบบย่อยอาหาร (เช่น มะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก) ซึ่งบางรายไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ นอกจากน้ำหนักลด

 

 

ป้องกันกรดไหลย้อนอย่างไร

 

วิธีป้องกันกรดไหลย้อนในเบื้องต้นด้วยตัวเอง


• การกิน

- ไม่รับประทานอาหารดึก ควรรับประทานอาหารมื้อเย็น ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารมีมาก จนไหลย้อนกลับ

- ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่

- ไม่รับประทานอาหารมากเกินไป ทานแค่อิ่มก็พอแล้วค่ะ

- ไม่รับประทานอาหารไขมันสูง

- ไม่รับประทานอาหารรสจัด

- ระวังน้ำอัดลม กาแฟ ชา นม น้ำผลไม้รสเปรี้ยว

- รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

- รับประทานเนื้อสัตว์หรือโปรตีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของหูรูดกล้ามเนื้อ

- รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดการเกิดภูมิแพ้

- ลดหรือควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

- เคี้ยวหมากฝรั่งช่วยได้ การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลายไปลดกรดที่ไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหาร แนะนำให้เคี้ยวหลังรับประทานอาหารไปแล้ว 30 นาที

 

 

• การนอน

- สวมชุดนอนที่เบาสบาย การสวมเสื้อผ้ารัด หรือคับเกินไปก็ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้นะคะ

- นอนตะแคงซ้าย จะช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้ ลองทำตามกันนะคะ

- นอนให้หัวสูงพอประมาณ ห้ามนอนราบหรือนอนหัวต่ำ เพราะจะทำให้เกิดกรดไหลย้อน

 

 

• การแต่งกาย

การสวมเสื้อผ้าคับตัวตามสมัยนิยม โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว ส่งเสริมให้เกิดเกิร์ด

 

 

• การนั่ง การยืน

การนั่งตัวยืดตรง และยืนอย่างสง่าผ่าเผย ยืดอก ก็ช่วยลดการเกิดกรดไหลย้อนได้นะคะ

 

 

• ทำจิตใจให้เบิกบาน

พยายามผ่อนคลาย ไม่เครียด หากิจกรรมเบา ๆ ที่ช่วยให้จิตใจเบิกบานขึ้น เช่น การนั่งสมาธิ เป็นต้น

 

 

วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน


1. ใช้ยาแผนปัจจุบันตามที่แพทย์แนะนำ อาทิเช่น

- ยาเคลือบกระเพาะแอนตาซิดส์ (Antacids) ช่วยลดกรดในกระเพาะ แนะนำให้กินก่อนอาหาร หรือกินเมื่อมีอาการกรดไหลย้อน

 

- ยาลดกรดชนิดต้านฮีสตามินส์ (antihistamines) จำพวก H2 receptor blockers เช่น รานิติดีน (ranitidine), ฟาโมติดีน (famotidine), ไซเม็ทติดีน (cimetidine) ได้ผลร้อยละ 50

 

- ยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitors เช่น โอมีพราโซล (omeprazole!, แพนโตพราโซล (pantoprazole), แลนโซพราโซล (lansoprazole) ยาเหล่านี้ได้ผลดีมากกว่าร้อยละ 90 ในการรักษาอาการกรดไหลย้อน

 

- กรดแอลจินิก (Alginic acid) ยานี้จะไปคลุมเยื่อบุผิวของหลอดอาหารป้องกันการกัดกร่อนของกรด ลดความเป็นกรด และลดการไหลย้อนกลับของกรด ได้ผลดีที่สุดในการรักษาอาการกรดไหลย้อน

 

- โปรไคนีติกส์ (Prokinetics) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารแข็งแรงขึ้น

 

- ซูคราลเฟท (Sucralfate) ช่วยเคลือบเนื้อเยื่อของหลอดอาหารไม่ให้กรดกัดกร่อน และช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น

 

- โมซาไพรด์ ซิเตรต (Mosapride citrate) ช่วยทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวไล่อาหารและกรดออกไปไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะ จึงลดอาการท้องอืด และอาหารไม่ย่อยได้ค่อนข้างดี

 

 

2. สร้างหรูดใหม่ หรือผ่าตัด

• กว่าร้อยละ 90 ของโรคกรดไหลย้อน สามารถรักษาได้ผลดีด้วยการใช้ยา แม้ต้องใช้เวลานาน 1-3 เดือน แต่ถ้าใช้ยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจใส่เครื่องมือชื่ออีโซฟิกซ์ (Esophyx) เข้าไปในหลอดอาหารส่วนปลายเพื่อสร้างหูรูดอันใหม่

 

• หรือผ่าตัด ยกตัวอย่าง Nissen fundoplication เป็นการผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องเข้าไปในช่องท้อง นำกระเพาะ อาหารส่วนบน (Fundus) มาหุ้มห่อส่วนปลายของหลอดอาหาร เพื่อให้เกิดความแข็งแรงของหูรูดหลอดอาหาร

 

 

3. การทานยาสมุนไพร

การรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยสมุนไพร เป็นวิธีที่นิยมใช้ในทางการแพทย์แผนไทยมากที่สุด โดยมีหลักสำคัญคือ การเลือกใช้สมุนไพรมารักษาที่ต้นเหตุของโรค และควรเป็นยาสมุนไพรแบบ "ตำรับ" คือมียาสมุนไพรเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพดี และผลข้างเคียงน้อยไปจนถึงไม่มีผลข้างเคียงเลย อีกทั้งยังเป็นมิตรกับร่างกายมากที่สุด

 

 

สำหรับผู้เป็นโรคกรดไหลย้อน ที่ไม่ต้องการรับประทานยาเคมี และกลัวการผ่าตัด ปุณรดายาไทยขอแนะนำ B-SET ชุดสมุนไพรรักษากรดไหลย้อน ทางเลือกใหม่ที่เข้าใจคนรักษาสุขภาพ และชื่นชอบธรรมชาติบำบัด

 

B-SET สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน

 

B-SET ตำรับยาสมุนไพรรักษากรดไหลย้อน (Heartburn Reliever)


จากประสบการณ์รักษาผู้ป่วยกรดไหลย้อนที่มีทุกยุคสมัย ทำให้ POONRADA พัฒนายารักษาจนเกิดเป็นชุด สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน B-SET1 , B-SET2 และ B-SET3 ซึ่งแต่ละชุดมีฤทธิ์หลักคือช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน และสมานแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนฤทธิ์รองคือช่วยรักษาอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่คนไข้กำลังเป็นในขณะนั้น ๆ เช่น มีอาการกรดไหลย้อนร่วมกับมีความดันสูง/ต่ำ หรือร่วมกับอาการท้องผูก เป็นต้น

 

 

ปุณรดายาไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคด้วยสมุนไพรธรรมชาติ ยินดีให้คุณสอบถามรายละเอียดยาสมุนไพร หรือ ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์ได้ฟรี คลิกที่นี่เลย

 

 

คลิกอ่านโรคก่อนหน้านี้ <<< โรคปวดหัวไมเกรน

คลิกอ่านโรคต่อไป  >>> โรคริดสีดวงทวารหนัก

 

 

 

 

บรรณานุกรม

พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข. 8 โรคร้ายของวัยทำงาน. พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2552.


ทีมแพทย์แผนไทยปุณรดา

สุรดา เลิศเกศราธรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

"สมุนไพร คือ ของขวัญจากธรรมชาติ เราจึงตั้งใจมอบสมุนไพรที่ดีที่สุด ให้ถึงมือคุณ"

พท.ป.จิราณี กิจศิริพิพัฒน์

แพทย์แผนไทย

"พื้นฐานของสุขภาพดีคือการใส่ใจดูแลธาตุทั้ง 4 ของร่างกาย ให้สมดุลกันเสมอ"

พท.ป.สุวภัทร สืบเสนาะ

แพทย์แผนไทย

"ดูแล ใส่ใจ คอยให้คำปรึกษา เพื่อให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดี"

พท.พันธ์ทิพย์ สกุลการะเวก

แพทย์แผนไทย

"การดูแลรักษาคนไข้ คือ การดูแลทั้งสุขภาพกายและใจควบคู่กัน"

พท.ฐิตาภรณ์ เวสานุชาติ

แพทย์แผนไทย

"การรักษาที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย"


ปุณรดา ยาไทย
แพทย์แผนไทยที่อยู่ใกล้คุณที่สุด

ท่านจะได้รับทราบโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครทาง [email protected] พร้อมบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบส่วนตัวฟรี ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-22.00 น.

ข้อความถึงร้าน


× คุณได้เพิ่มสนค้าลงตะกร้า ดูสินค้าในตะกร้า