7วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว เมื่อเป็นริดสีดวงทวาร

วิธีดูแลสุขภาพตามหลักแพทย์แผนไทย

7วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว เมื่อเป็นริดสีดวงทวาร

7 วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว เมื่อเป็นริดสีดวงทวาร


หากในตอนนี้คุณกำลังประสบปัญหามีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนัก ขับถ่ายเลือดปน หรือมีอาการปวด เจ็บ แสบ ระคายเคืองบริเวณทวารหนัก นั่นเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า คุณเป็นริดสีดวงทวาร ปัญหานี้คงก่อให้เกิดความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย และมีคำถามตามมาว่า เราจะต้องดูแลรักษาอาการนี้อย่างไร พฤติกรรมเดิมที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวันยังทำได้เหมือนเดิมอยู่หรือไม่ วันนี้ปุณรดายาไทยมีวิธีปฏิบัติตัว และการดูแลตนเองง่าย ๆ อย่างถูกวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการจากหนักให้เบาลง หรือหายสนิทไปได้ด้วยตนเองค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้กันก่อนนะคะ

 

อะไรคือสาเหตุของอาการริดสีดวงทวาร ?


ทางแพทย์แผนไทยมองว่าอาการริดสีดวงทวาร เป็นการที่กลุ่มของหลอดเลือดดำบริเวณปลายสุดของลำไส้ใหญ่ และที่ขอบรูทวารหนักโป่งพองและยื่นออกมา มีสาเหตุมาจาก ระบบการขับถ่ายที่ผิดปกติไป เนื่องจากธาตุทั้ง 4 ในร่างกายเสียสมดุล โดยเฉพาะธาตุไฟ ธาตุลมและธาตุน้ำ โดยพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่กระตุ้นให้เกิดอาการ คือ การทานอาหารรสจัด การกลั้นอุจจาระ ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย การดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นต้น เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของอาการแล้ว สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ และดูแลสุขภาพจากภายในให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการอักเสบของริดสีดวงทวาร และการกลับมาเป็นซ้ำอีก

 

7 วิธีการดูแลตนเองให้หายได้เร็วเมื่อเป็นริดสีดวงทวาร


1.นั่งแช่น้ำอุ่นเป็นประจำ

ในช่วงที่มีติ่งริดสีดวงทวารยื่นออกมา เลือดจะมากระจุกอยู่ในบริเวณติ่งเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหลอดเลือดดำเกิดการโป่งพอง เมื่อพองตัวออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนผิวหนังบางลง และทำให้มีอาการปวดเจ็บทวารหนักมากขึ้นได้ การนั่งแช่น้ำอุ่นเป็นประจำจะทำให้มีการไหลเวียนเลือดได้ดีมากขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดเจ็บทวารหนัก และช่วยกระจายเลือดที่กระจุกอยู่บริเวณติ่ง ช่วยให้ติ่งค่อย ๆ ยุบตัวเล็กลงได้

วิธีการแช่ง่าย ๆ ใช้อุปกรณ์เพียงแค่กะละมัง 1 ใบ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนแช่ คือ

1.กะละมัง ขนาดต้องพอหย่อนก้นเข้าไปนั่งได้สบายๆ ไม่คับแน่นเกินไป ก่อนแช่ควรล้างกะละมังให้สะอาดก่อนและหลังใช้ทุกครั้ง เพราะถ้าล้างไม่สะอาดหรือใช้ปนกับการซักล้างอื่นๆ สิ่งสกปรกที่ตกค้างก็สามารถกระตุ้นการอักเสบได้

2.ปริมาณและอุณหภูมิของน้ำ เติมน้ำอุ่นลงในกะละมัง กะปริมาณพอแช่ก้นลงไปแล้วท่วมบริเวณทวารหนักได้ทั้งหมด โดยอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมคือ ให้ใช้นิ้วลองจุ่มดูแล้วอุ่นกำลังดี เพื่อให้เกิดการไหลเวียนเลือด ไม่เย็นหรือร้อนจนเกินไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือทวารหนักอักเสบมากขึ้นได้

3.ถ้าหากมีแผลเปิด หรือแผลปริออกบริเวณรอบ ๆ รูทวาร สามารถใส่ด่างทับทิมเข้าไปในน้ำอุ่น ละลายพอให้เป็นสีบานเย็นแล้วนั่งแช่ ด่างทับทิมจะช่วยฆ่าเชื้อบริเวณแผลปริได้

4.ระยะเวลาที่แช่ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 15-30 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมให้เลือดลมได้ไหลเวียนได้ดี และไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองกับเนื้อเยื่ออ่อน

5.การทำความสะอาดหลังแช่ หลังจากแช่เสร็จแล้วให้ล้างทำความสะอาดบริเวณทวารหนักด้วยน้ำเปล่าปกติ หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลบริเวณแผลปริ และซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ไม่ถูหรือเช็ดแรง ๆ เพราะจะให้เนื้อเยื่ออ่อนระคายเคือง และอักเสบมากขึ้นได้

 

7วิธีดูแลตัวเองหายได้เร็ว เมื่อเป็นริดสีดวงทวาร

 

2.ทานผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน และดื่มน้ำให้มากขึ้น

การทานอาหารที่มีกากใยสูงเป็นประจำทุกวัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ กากใยและน้ำจะทำให้ระบบขับถ่ายให้กลับมาเป็นปกติขับถ่ายได้ทุกวัน ชะล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในลำไส้ที่คั่งค้างอยู่ออกมาได้ง่าย และไม่ต้องเบ่งถ่ายแรง ลดการอักเสบบริเวณทวารหนักได้เช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทานผักและผลไม้ในแต่ละวันให้ได้จำนวน 400 กรัม หรือเท่ากับปริมาณ 4-6 ทัพพีต่อวัน แต่หากเป็นผักสุกต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือหากเทียบง่าย ๆ คือ ในทุกมื้อจะต้องมีผักผลไม้อย่างน้อย 50% ของมื้อนั้น และแบ่งออกเป็นแป้ง และโปรตีนอีกอย่างละ 25% สำหรับผักผลไมที่มีกากใยสูง เช่น คะน้า บล็อกโคลี ใบเหลียง ดอกสะเดา ดอกแค ขี้เหล็ก ผักกระเฉด ตำลึง ผักกาดขาว ผักโขม มะละกอ กล้วยน้ำว้า ส้ม แอปเปิ้ล อะโวคาโด ฝรั่ง มะม่วง มะขาม แคนตาลูป แก้วมังกร เป็นต้น

 

นอกจากในผักผลไม้แล้ว กากใยยังสามารถพบได้ในธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้งได้เช่นกัน เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวซ้อมมือ ข้าวหอมนิล ข้าวสาลี ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ เป็นต้น

 

นอกจากนี้การดื่มน้ำก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกายถึง 70% ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดความร้อน ปรับสมดุลกระบวนการย่อยอาหาร และการขับถ่ายให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำที่เหมาะสม คือ

1.ใน 1 วันเราควรได้รับน้ำ คิดเป็น 5% ของน้ำหนักตัว เช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม เราควรได้รับน้ำอย่างน้อย 3 ลิตร โดยควรดื่มเริ่มตั้งแต่ตื่นนอน-ก่อนเข้านอนสัก 1 ชั่วโมง 

2.น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าเป็นสารบริสุทธิ์ที่ร่างกายสามารถดึงไปใช้ได้ทันที 

3.ควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้องปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่สามารถยกเว้นได้ในบางกรณี เช่น ตอนเช้าหลังตื่นนอนการดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้ว จะช่วยในการขับถ่ายได้ง่าย ลำไส้ก็จะสะอาดมากขึ้นตามไปด้วย 

4.การดื่มน้ำควรจิบเรื่อย ๆ ทีละนิดทั้งวัน ไม่ควรดื่มรวดเดียวหลาย ๆ แก้ว เพราะจะทำให้ร่างกายขับออกไปหมด และไม่ได้ดึงน้ำส่วนนี้ไปใช้ ร่างกายจึงขาดน้ำเหมือนเดิม หรือถ้าหากได้รับน้ำในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เลือดเจือจาง ทำให้เป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้อเกร็งได้ หรือที่เรียกว่าภาวะ “น้ำเป็นพิษ” 

5.ไม่ดื่มน้ำมากเกินไปก่อนที่จะทานอาหาร หรือดื่มในระหว่างที่ทานอาหารตลอดเวลา เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ไม่ดี ส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายตามมาได้

 

7_วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว-2

 

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายจะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายได้ดี ธาตุทั้ง 4 ในร่างกายเกิดความสมดุล มีทั้งการนำสิ่งที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ และเป็นการขับของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกาย และจะต้องไม่ออกแรงมากเกินไป สังเกตง่าย ๆ ได้จาก ขณะที่ออกกำลังกาย เราสามารถพูดรู้เรื่อง เป็นคำได้ การออกกำลังกายที่แนะนำ เช่น การเดิน จ็อกกิ้งเบา ๆ การทำท่ากายบริหาร หรือทำท่าโยคะต่าง ๆ ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิคจังหวะไม่เร็วเกินไป หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ออกแรงหนักเกินไป หรือทำให้เกิดการเสียดสีช่วงล่างของร่างกาย จะทำให้ความร้อนถูกกระตุ้นกำเริบขึ้นมา และอาการริดสีดวงทวารกำเริบมากขึ้นได้ เช่น เวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนัก ต่อยมวย วิ่ง

 

หากน้ำหนักมากเกินเกณฑ์ ควรหันมาเริ่มดูแลสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักให้ได้มากขึ้น ทั้งการออกกำลังกายและการทานอาหาร เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปจะมีผลให้แรงดันในช่องท้อง และอุ้งเชิงกรานเพิ่มสูงขึ้น เลือดจึงเกิดการคั่งค้างในบริเวณที่มีการอักเสบมากขึ้นได้ และในขณะที่นั่ง หรือยืนนาน ๆ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดทับในบริเวณทวารหนักมากขึ้นได้อีกด้วย

 

7_วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว-3

 

4.ปรับเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ไม่นั่งขับถ่ายนาน ๆ

การอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ ทั้งการยืน นั่ง หรือนั่งขับถ่ายเป็นเวลานาน ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการริดสีดวงทวารได้ เพราะการอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ จะทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ไม่ดี เกิดการสะสมและคั่งค้างของของเสียภายในลำไส้ และมีอาการท้องผูกตามมา ยิ่งถ้าตอนนี้มีติ่งริดสีดวงอักเสบอยู่ ควรที่จะปรับเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ทุก ๆ  1  ชั่วโมง เพื่อให้เลือดที่กระจุกอยู่บริเวณติ่งริดสีดวง หรือบริเวณที่มีการอักเสบ กระจายเลือดออกไปได้ดี อาการริดสีดวงทวารก็จะบรรเทาลงได้

 

ในระหว่างการขับถ่าย ไม่ควรเบ่งถ่ายแรง และนั่งเข้าห้องน้ำนานเกิน 15 นาทีต่อครั้ง ควรเข้าไปนั่งถ่ายเมื่อมีรู้สึกปวดถ่ายจริง ๆ ไม่นำเครื่องมือสื่อสาร แท็บเล็ต หรือหนังสือเข้าไปในห้องน้ำด้วย เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะเบี่ยงเบนความสนใจทำให้เราไม่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ และยังเสี่ยงที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะติดไปกับอุปกรณ์เหล่านี้ได้อีกด้วย

 

7_วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว-5

 

5.งดอาหารแสลง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม

การทานอาหารในแต่ละวันส่งผลกับระบบต่าง ๆ ในร่างกายทั้งหมดโดยเฉพาะระบบขับถ่าย ในทางแผนไทยไม่ได้มองเพียงแค่อาหารเป็นแหล่งพลังงานให้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงอาหารยังเป็นยารักษาโรคไปในตัวได้อีกด้วย โดยหลักการทานอาหารที่สำคัญ คือการทานให้เหมาะสมกับธาตุในร่างกายในแต่ละช่วง และอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ ซึ่งในขณะที่เรามีอาการริดสีดวงทวาร มีอาการอักเสบเกิดขึ้น เป็นช่วงที่ธาตุไฟในร่างกายกำเริบสูงมาก การทานอาหารที่เหมาะสมในช่วงนี้จะเป็นอาหารรสเย็น จืด ขมเป็นส่วนใหญ่ เพราะอาหารรสเย็น จืด ขม (ตัวอย่างผักที่มีฤทธิ์เย็น รสจืด ขม เช่น คะน้า บล็อกโคลี ใบเหลียง ดอกสะเดา ดอกแค ขี้เหล็ก ผักกระเฉด ตำลึง ผักกาดขาว ผักโขม)นำมาปรุงอาหารประเภท แกงจืด ผัดผัก ผัดไข่ จะช่วยปรับสมดุลความร้อนในร่างกายให้กลับสู่ปกติ ธาตุอื่น ๆ ที่ผิดปกติไปก็จะเริ่มเข้าสู่สมดุล การอักเสบในร่างกายก็จะลดลงตามไปด้วย

 

ส่วนอาหารที่กระตุ้นการอักเสบได้อย่างดี คืออาหารรสเผ็ดร้อน อาหารรสจัด ของทอดของมัน อาหารหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารทะเล เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่กระตุ้นธาตุไฟ และมีสารกระตุ้นการอักเสบในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อระบบขับถ่ายทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ง่าย หากทานอาหารเหล่านี้มากเกินไปในช่วงที่มีอาการริดสีดวงทวาร แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะมันจะยิ่งทำให้มีอาการปวด เจ็บ แสบ ระคายเคืองทวารหนักมากขึ้น ติ่งริดสีดวงบวม แดง อักเสบขึ้นมา และใช้ระยะเวลาในการรักษามากขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงอาหารแสลงจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญในการดูแลตนเองในช่วงที่มีอาการริดสีดวงทวาร

 

7_วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว-6

 

6.ฝึกขับถ่ายท่าที่ถูกต้อง และเป็นเวลาทุกวัน

ตามนาฬิกาชีวิตปกติของร่างกาย ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขับถ่ายคือ ช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เพราะในช่วงเวลานี้คือช่วงที่ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดีมากที่สุด หากตื่นนอน ดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้วหลังตื่นนอน แล้วได้ขับถ่ายในช่วงเวลานี้ จะทำให้ขับถ่ายง่าย ลำไส้ขับของเสียต่าง ๆ ที่คั่งค้างอยู่ออกมาได้หมด ถ้าเราไม่ได้ขับถ่ายในช่วงนี้อาจทำให้เกิดการสะสมของของเสีย ดึงกับเข้าสู่ร่างกายอีกรอบ ทำให้ถูกขับออกมายากมากขึ้น และมีอาการท้องผูก และริดสีดวงทวารกำเริบมากขึ้นตามมาได้ เพราะฉะนั้นการฝึกให้ขับถ่ายในช่วงเวลานี้ทุกวันจะเป็นการสร้างเสริมการทำงานของอวัยวะภายในได้อย่างดี ระบบกำจัดของเสียในร่างกายก็จะทำงานได้ดีต่อเนื่องไปด้วย และถ้าหากในระหว่างวันมีอาการปวดถ่ายมากขึ้นมาก็ไม่ควรกลั้นอุจจาระไว้ ควรรีบเข้าห้องน้ำทันที เพราะการกลั้นเอาไว้จะทำให้ของเสียถูกดึงกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง สะสม และขับออกยากมากขึ้นในครั้งถัดไป

 

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ท่านั่งตอนขับถ่าย เพราะท่านั่งที่เหมาะสมคือการนั่งทำมุม 35 องศา โดยวางเท้าลงบนเก้าอี้ตัวเล็กสูงจากพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร และโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย เป็นท่าที่ลำไส้ถูกยืดตรงออก และขับของเสียต่าง ๆ ออกมาได้สะดวกมากกว่าท่านั่งปกติที่ห้อยขาลงมาถึงพื้น หรือทำมุม 90 องศา เพราะมุม 90 องศาจะทำให้ลำไส้ถูกบีบรัดไปด้วยกล้ามเนื้อรูหูดที่ควบคุมระบบการขับถ่าย จึงทำให้ขับถ่ายยาก ต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น และอาการริดสีดวงทวารกำเริบได้

 

 

 

7.รักษาความสะอาด และป้องกันความอับชื้น

การรักษาความสะอาดบริเวณทวารหนักเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าหากทำความสะอาดได้ไม่ดีจะทำให้เกิดความอับชื้น คัน ระคายเคือง หรือถ้ามีแผลปริจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำได้ หลังจากการขับถ่ายทุกครั้งจึงควรล้างทำความสะอาดทวารหนักด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำอุ่น แล้วซับให้แห้งด้วยกระดาษชำระแบบนุ่ม อ่อนโยนต่อผิว หรือผ้าสะอาด ไม่ถูแรง ๆ หรือใช้สายฉีดชำระที่น้ำแรงมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ติ่งริดสีดวงทวารอักเสบ ปวด เจ็บมากขึ้นได้

 

อีกหนึ่งวิธีป้องกันความอับชื้นที่เกิดขึ้นระหว่างวัน โดยการไม่สวมชุดชั้นในและกางเกงที่รัดแน่นเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้มีเหงื่อออกมากขึ้น และหดรัดบริเวณติ่งริดสีดวงทวาร และทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดงมากขึ้น ควรเลือกใช้ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย หรือ cotton 100% จะเกิดการสะสมของเหงื่อน้อย ลดความอับชื้นได้ดีอีกด้วย

 

7_วิธีดูแลตัวเองให้หายได้เร็ว-7

 

เมื่อได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ปุณรดายาไทยหวังว่าทุก ๆ คนจะได้แนวทางการในดูแลสุขภาพของตนเองในช่วงที่มีอาการริดสีดวงทวาร ให้หายจากความเจ็บปวด ทรมานนี้ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำวิธีการดูแลสุขภาพเหล่านี้ไปบอกต่อให้คนรอบข้างให้ได้ดูแลสุขภาพของตนเองจากภายใน ได้อย่างถูกวิธี และวิธีการทั้งหมดที่ปุณรดายาไทยตั้งใจแนะนำนี้สามารถช่วยปกป้องคุณ และคนที่คุณรักจากความทรมานของอาการริดสีดวงทวารไปได้เลยค่ะ

 

 

คลิ๊กที่นี่ เพื่ออ่าน " 5อาหารแสลงกับแผลผ่าตัดริดสีดวงทวาร "

คลิ๊กที่นี่ เพื่ออ่าน " คู่มือการรักษาริดสีดวงทวาร "

คลิ๊กที่นี่ เพื่ออ่าน "7อาหารควรงด ถ้าไม่อยากให้ริดสีดวงทวารอักเสบ"

 

สามารถปรึกษากับพวกเรา Poonrada Yathai ได้เสมอนะคะ (ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ)
LINE ID: @Poonrada
TEL: 086-955-6366, 091-546-9415


ทีมแพทย์แผนไทยปุณรดา

สุรดา เลิศเกศราธรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

"สมุนไพร คือ ของขวัญจากธรรมชาติ เราจึงตั้งใจมอบสมุนไพรที่ดีที่สุด ให้ถึงมือคุณ"

พท.ป.จิราณี กิจศิริพิพัฒน์

แพทย์แผนไทย

"พื้นฐานของสุขภาพดีคือการใส่ใจดูแลธาตุทั้ง 4 ของร่างกาย ให้สมดุลกันเสมอ"


ปุณรดา ยาไทย
แพทย์แผนไทยที่อยู่ใกล้คุณที่สุด

ท่านจะได้รับทราบโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครทาง [email protected] พร้อมบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบส่วนตัวฟรี ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-22.00 น.

ข้อความถึงร้าน


× คุณได้เพิ่มสนค้าลงตะกร้า ดูสินค้าในตะกร้า