สะเก็ดเงินอาการเป็นอย่างไร? 5จุดที่สังเกตได้ว่าเป็นสะเก็ดเงิน

วิธีดูแลสุขภาพตามหลักแพทย์แผนไทย

สะเก็ดเงินอาการเป็นอย่างไร? 5จุดที่สังเกตได้ว่าเป็นสะเก็ดเงิน

หลายคนที่มีผื่นคันเป็นสะเก็ดสีออกขาว ๆ เทา ๆ เงิน ๆ ขึ้นกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ข้อพับ หลัง หรือบริเวณศีรษะ อาจกำลังสงสัยว่าเป็นอาการของ โรคสะเก็ดเงิน หรือไม่ จะรู้ได้ยังไงว่าเป็น

 

วันนี้หมอจะขอมาอธิบาย อาการของโรคสะเก็ดเงิน วิธีการสังเกตอาการ สาเหตุการเกิดโรค และการรักษาด้วยสมุนไพรไทยของทางปุณรดายาไทย มาฝากท่านผู้อ่านที่สนใจกันนะคะ

 

จากการรักษาผู้ป่วยส่วนใหญ่ โรคสะเก็ดเงินมีอาการเริ่มแรก คือ 

 

ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะมีอาการคัน เป็นผื่น ปื้น นูน มีสีเทา ๆ เงิน ๆ และผิวหนังจะแห้งเป็นสะเก็ด ซึ่งอาจจะหลุดเป็นแผ่นเล็ก ๆ เหมือนกับรังแคได้ มีอาการอักเสบของผิวหนัง หากมีอาการคันแล้วไปเกามาก ๆ หรือเกาอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดแผล และมีอาการแสบผิวได้ 

 

บริเวณที่สามารถพบผื่นสะเก็ดเงินในร่างกาย ได้แก่ บริเวณหนังศีรษะ บริเวณผิวหนังที่มักมีการเสียดสี หรือแกะเกาเป็นประจำ เช่น ข้อศอก หัวเข่า ลำตัว และก้นกบ แต่จริง ๆ แล้วผื่นสะเก็ดเงิน สามารถพบได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เล็บ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรืออวัยวะเพศ เป็นต้น ส่วนการกระจายของผื่น โดยส่วนมากมักจะเท่ากันทั้งสองข้างของร่างกาย แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้เช่นกัน

 

5 จุดสังเกตที่บอกได้ว่าเป็นสะเก็ดเงิน


เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีอาการและอาการแสดงต่างกันไป แต่โดยทั่วไปอาการจะประกอบด้วยลักษณะ ดังต่อไปนี้

 

1. ผื่นแดงบริเวณผิวหนัง ปกคลุมด้วยสะเก็ดสีขาวหรือสีเงิน

2. มีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อน หรือเจ็บบริเวณผื่น

3. ผิวหนังแห้งและแตก และอาจมีเลือดออก

4. เล็บหนา เล็บมีจุด หรือเล็บขรุขระ

5. มีอาการบวมตามข้อ และข้อยึด

 

หากมีอาการผื่นที่ผิดปกติบริเวณผิวหนังตรงกับ 1 ใน 5 จุดสังเกตด้านบน ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอาการของโรคสะเก็ดเงินได้ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ควรปล่อยไว้ให้เรื้อรัง เพราะจะรักษาได้ยาก และอาจทำให้อาการโรครุนแรงขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

 

โดยโรคสะเก็ดเงิน สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือการติดเชื้อ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงของโรคระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับปัญหาที่รบกวนทางด้านจิตใจ เช่น แยกตัวออกจากสังคม รู้สึกหดหู่ หมดความมั่นใจ เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากสภาพร่างกายภายนอกที่เกิดจากตัวโรค

 

เมื่อทราบอาการ และจุดสังเกตกันแล้ว หมอจะขออธิบายเพิ่มเติมว่า โรคสะเก็ดเงิน มีสาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง เพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจและเลี่ยงปัจจัยบางอย่างได้

 

ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของโรคสะเก็ดเงินได้ชัดเจน แต่มีข้อสันนิษฐานว่าเป็นสภาวะของร่างกายที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน จนทำให้เซลล์ผิวหนังมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วกว่าปกติหลายเท่า และร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้ผิวหนังเกิดทับซ้อนกันจนหนาขึ้น แตกเป็นขุย เพราะการผลัดเซลล์ผิวไม่เป็นไปตามปกติ ปัจจุบันคาดการณ์ว่ากลไกที่ทำให้เกิดโรคอาจมาจากปัจจัยหลัก ดังนี้

 

• ระบบภูมิคุ้มกัน 

ลิมโฟไซต์ ชนิด T cells (ปกติจะทำหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค) ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกินไป เมื่อเคลื่อนตัวมาที่ชั้นใต้ผิวหนัง ก็จะทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ กระตุ้นให้เซลล์หนังกำพร้าเกิดการแบ่งตัวและเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ และก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนังทั้งในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้

 

• กรรมพันธุ์ 

ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือโรคทางผิวหนังอื่น ๆ มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคสะเก็ดเงิน แต่ปัจจัยนี้ก็ยังไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวจะเป็นโรคชนิดนี้อย่างแน่นอน

 

• ปัจจัยกระตุ้นโรค ได้แก่

1. ภาวะความเจ็บป่วยภายในร่างกาย และการติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส

2. สภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยมีอิทธิพลต่ออาการของโรค พบว่าผู้ป่วยที่เครียด หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ ผื่นจะกำเริบแดงและคันมากขึ้นได้

3. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย

4. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยารักษามาลาเรีย ยาสมุนไพรบางชนิด

5. การได้รับการบาดเจ็บที่ผิวหนัง เช่น การแกะเกา ถูไถ เสียดสีบนผิวหนังที่รุนแรง ผิวไหม้แดด หรือแมลงสัตว์กัดต่อย

6. การดื่มเหล้า สูบบุหรี่

7. โรคอ้วน หรือมีปัญหาน้ำหนักเกิน เพราะอาจมีแนวโน้มเกิดรอยพับ หรือย่นบริเวณผิวหนังได้มากกว่าคนทั่วไป

8. อาหารแสลง เช่น ของหมักดอง ข้าวเหนียว ปลาร้า ปลาดุก หน่อไม้ กะปิ เนื้อวัว เนื้อเป็น เนื้อห่าน อาหารทะเล อาหารรสจัด ของหวาน ของมันของทอด

9. การทำงานที่ใช้สารเคมี ความชื้น หรือต้องเจอฝุ่นควัน สิ่งสกปรก สารที่ก่อให้เกิดการแพ้เป็นประจำ

 

แต่ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกกังวลใจ กลัวว่าเมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้วจะรักษาไม่หาย หรือไม่รู้ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหนดี  ทางปุณรดายาไทยมีตำรับยาสมุนไพรที่ช่วงรักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายสนิท และป้องกันการเกิดซ้ำได้ โดยวิธีการรักษาโรคสะเก็ดเงินของทางปุณรดายาไทย มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ ล้างพิษ รักษา และฟื้นฟู ค่ะ

 

ขั้นตอนที่ 1 ล้างพิษ

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินเป็นมาเรื้อรัง หรือเคยใช้ยาสเตียรอยด์ ยากดภูมิมาก่อน ก่อนเริ่มรักษาแนะนำล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายด้วยยาสมุนไพร ชุด Clean and Clear เป็นเวลา 14 วัน ก่อนเริ่มรักษาค่ะ

 

สมุนไพรล้างสารพิษ CLEAN AND CLEAR มีสรรพคุณ ดังนี้

1. ช่วยขับสารพิษ สารเคมีที่สะสมในร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดใส แก้อาการอ่อนเพลีย 

2. ฟื้นฟู และ ปรับการทำงานของระบบภายใน ให้กลับมาทำงานได้เป็นปกติ 

3. ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส ลดการเกิดสิว ฝ้า และ อาการระคายเคืองตามผิวหนัง

4. ฟื้นฟูระบบเผาพลาญ ระบบย่อยอาหาร 

5. ช่วยฟื้นฟูระบบขับของเสีย ลดปัญหากลิ่นตัว กลิ่นปาก

 

วิธีการรับประทาน สมุนไพรชุด CLEAN AND CLEAR

สมุนไพร CLEAN : ทานก่อนอาหาร กลางวัน มื้อละ 2 แคปซูล (ก่อนอาหาร 10-15 นาที)

สมุนไพร CLEAR : ทานก่อนนอน มื้อละ 2-3 แคปซูล (ก่อนนอน 20-30 นาที)

 

ขั้นตอนที่ 2 รักษา

ช่วงที่อาการกำเริบ หรือ มีอาการมาสักระยะ จะใช้สมุนไพร ชุด P-Set หรือ ชุด P-set+ ซึ่งประกอบไปด้วย สมุนไพร B-Treat มีสรรพคุณรักษาโรคทางน้ำเหลืองและโรคผิวหนังโดยตรง ตัวยาจะไปช่วย รักษา และ ซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังที่ทำงานผิดปกติ ปรับสมดุลระบบเลือด น้ำเหลือง ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันหลักภายในร่างกายใหม่ กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรง และการผลัดเซลล์ผิวเป็นไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม ส่งผลให้ผื่นสะเก็ดเงินลดลง ปื้นสีแดงมีขนาดเล็กลง ตัวที่สองคือ ยาทาผื่นผิวหนัง B-Lizll (หรือ B-Skinll) มีสรรพคุณ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรก ไม่ให้เข้าสู่ผื่นสะเก็ดเงิน ช่วยสมานแผลทำให้หายเร็วขึ้น และช่วยลดการลอก เป็นขุยของผิว พร้อมบำรุงให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ต่อมา ออยล์อาบน้ำสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย Derpa Derma ใช้ได้ทุกวัย สามารถล้างทำความสะอาดตัวและใช้สระผมได้ในตัวเดียว มีสรรพคุณ ลดอาการคัน อักเสบ แดง บวม ที่ผื่นสะเก็ดเงิน ช่วยฟื้นฟู ผิวที่แห้ง ผิวขาดความชุ่มชื้น กร้าน พร้อมบำรุงผิว ให้กลับมาแข็งแรง ชุ่มชื้นอย่างเป็นธรรมชาติ และสุดท้าย ครีมสูตรอ่อนโยน Hycera มีส่วนประกอบที่ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว ซึ่งความชุ่มชื้นที่ไม่มากพอเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผื่นสะเก็ดเงินคัน เมื่อเราเกาบริเวณแผลก็มีโอกาสที่จะลุกลามมากขึ้นได้  

 

วิธีการรับประทาน และการใช้ยาภายนอก สมุนไพรชุด P-Set และ P-Set+

สมุนไพร B-Treat  : รับประทานก่อนอาหาร เช้า กลางวัน และ เย็น มื้อละ 3 แคปซูล (ก่อนอาหาร 10-15 นาที)

สมุนไพรทาภายนอก B-Lizll (หรือ B-Skinll)  : ใช้ทาทุก 4 ชั่วโมง หรือ หลังอาบน้ำ เช้า และ เย็น โดยทาทั่วบริเวณผื่น สะเก็ด หรือแผล (คำแนะนำ : ควรล้างทำความสะอาดบริเวณผื่น สะเก็ด หรือแผล ให้สะอาด ซับให้แห้งทุกครั้ง ก่อนทายา)

ออยอาบน้ำและสระผมสะเก็ดเงิน Derpa Derma : ใช้ทำความสะอาดผิวตามร่างกาย และสระบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหา ทุกวัน เช้า-เย็น 

ครีมสูตรอ่อนโยน Hycera : ใช้ทาบริเวณที่คันหรือแห้งเป็นประจำ หลังอาบน้ำ เช้า-เย็น หรือทาได้บ่อยเท่าที่ต้องการหากผิวแห้งตึง 

 

ขั้นตอนที่ 3 ฟื้นฟู :  

หลังจากที่อาการดีขึ้น จนใกล้หายสนิทแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การป้องกันการเกิดซ้ำ บำรุงระบบน้ำเหลืองให้แข็งแรง เพื่อระบบภูมิคุ้มกันจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนนี้จะใช้เป็นยารับประทานสมุนไพร ชุด Health Refreshment Set (B-Boost set) เป็นชุดยาสมุนไพรช่วยฟื้นฟู และ ป้องกันการเกิดซ้ำ สำหรับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงิน อาการที่เกิดจากระบบน้ำเหลือง และ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่ปกติ

 

สมุนไพรฟื้นฟูและป้องกัน ชุด Health Refreshment Set (B-Boost set) มีสรรพคุณ ดังนี้

 

1. ช่วยรักษาอาการน้ำเหลืองเสีย แก้โรคทางผิวหนัง โดยการเข้าไปขับฟอกโลหตที่เสียให้ขับออกจากร่างกายตามธรรมชาติ 

2. ช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้น ช่วยรักษาและสมานแผลเรื้อรัง แผลพุพอง 

3. มีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ

4. ลดอาการอักเสบ การเกิดแผลของอวัยวะในร่างกาย กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ สมบูรณ์ และ แข็งแรง

5. ช่วยรักษาความสมดุลภายในร่างกาย บำรุงธาตุทั้ง 4 รักษาปริมาณของเหลวในร่างกายให้สมดุล ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

 

วิธีการรับประทาน สมุนไพรชุด ฟื้นฟูและป้องกัน  Health Refreshment (B-Boost set)

 

สมุนไพร Health tonic : ทานก่อนนอน 2 แคปซูล (ก่อนนอน 10-15 นาที)

สมุนไพร B-Boost : ทานก่อนอาหาร 2-3 แคปซูล เช้า และ เย็น (ก่อนอาหาร 10-15 นาที)


 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับบทความ “สะเก็ดเงินอาการเป็นอย่างไร ? 5 จุดสังเกตที่บอกได้ว่าเป็นสะเก็ดเงิน” ในวันนี้ หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับประโยชน์เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน และวิธีการรักษาด้วยยาสมุนไพรไทยของทางปุณรดายาไทยไปไม่มากก็น้อย หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับคุณหมอแผนไทยผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคสะเก็ดเงินด้วยยาสมุนไพรของเรา โดยตรง ได้ที่ Line ID : @Poonrada หรือโทรติดต่อ 02-1147027 ได้เลยนะคะทีมหมอยินดีให้คำปรึกษาค่ะ หากบทความนี้น่าสนใจและเป็นประโยชน์ สามารถแชร์ให้คนที่คุณรักเพื่อส่งมอบความห่วงใยได้เลยนะคะ

 

ปุณรดายาไทยเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ หากมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาปุณรดายาไทยได้นะคะ ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

 

สามารถปรึกษากับพวกเรา Poonrada Yathai ได้เสมอนะคะ (ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ)
LINE ID: @Poonrada
TEL: 02-1147027

 


ทีมแพทย์แผนไทยปุณรดา

สุรดา เลิศเกศราธรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

"สมุนไพร คือ ของขวัญจากธรรมชาติ เราจึงตั้งใจมอบสมุนไพรที่ดีที่สุด ให้ถึงมือคุณ"

พท.ป.จิราณี กิจศิริพิพัฒน์

แพทย์แผนไทยประยุกต์

"พื้นฐานของสุขภาพดีคือการใส่ใจดูแลธาตุทั้ง 4 ของร่างกาย ให้สมดุลกันเสมอ"

พท.ป.วริศรา อิการาชิ

แพทย์แผนไทยประยุกต์

"การรักษาโรคที่สาเหตุ คือ การรักษาที่ยั่งยืน"

พท.ปฐมาพรรณ บุญประเสริฐ

แพทย์แผนไทย

" การเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ด้วยวิถีธรรมชาติ เป็นเกราะป้องกันโรค ทางกายและใจ "


ปุณรดา ยาไทย
แพทย์แผนไทยที่อยู่ใกล้คุณที่สุด

ท่านจะได้รับทราบโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครทาง LINE@ พร้อมบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบส่วนตัวฟรี ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.

ข้อความถึงร้าน


× คุณได้เพิ่มสนค้าลงตะกร้า ดูสินค้าในตะกร้า