11 คำถามเกี่ยวกับเริมที่พบบ่อย

วิธีดูแลสุขภาพตามหลักแพทย์แผนไทย

11 คำถามเกี่ยวกับเริมที่พบบ่อย

อาการของเริมคือตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นบริเวณปากหรืออวัยวะเพศ สร้างความกังวลให้ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะคนไทยยังเข้าใจว่าเริมคือกามโรคชนิดหนึ่ง ทำให้ไม่กล้าพบแพทย์ ไม่รู้จะปรึกษาใคร ปุณรดายาไทยจะมาตอบ 11 คำถามเกี่ยวกับโรคเริมที่มีคนถามเข้ามาบ่อยๆค่ะ

 

Q: แฟนเป็นเริม แสดงว่าไปเที่ยวกลางคืนมาใช่ไหม?

A: ไม่จำเป็นค่ะ ผื่นเริมกำเริบไม่ได้แปลว่าเพิ่งไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยเริม บางรายมีไวรัสเริมแฝงอยู่ในร่างกายมานาน ไม่ปรากฎอาการ แต่เมื่อภูมิคุ้มกันตก พักผ่อนน้อย เป็นไข้ เป็นประจำเดือน อาการเริมก็จะกำเริบ มีตุ่มน้ำขึ้นบริเวณอวัยวะเพศหรือปากค่ะ

 

Q: มีผู้ป่วยเริมในประเทศไทยเยอะหรือไม่

A: จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา ในปี 2558 นั้น สถิติผู้เป็นโรคเริมในประเทศไทยอยู่ 3 รายต่อประชากร 100,000 ราย ส่วนประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเริมมากที่สุดคือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อประมาณ 80%

 

Q: เริมขึ้นที่อวัยวะเพศเท่านั้นใช่หรือไม่

A: เริมเกิดจากเชื้อไวรัส 2 ประเภท คือ HSV-1 จะปรากฎอาการเริมบริเวณริมฝีปาก และ HSV-2 มักจะปรากฎอาการ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย ใต้ก้น ขาหนีบ

 

Q: ติดเริมจากแฟน เขาจงใจไม่บอกว่าเป็นใช่ไหมคะ

A: เชื่อหรือไม่คะว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองมีไวรัสเริมแฝงอยู่ เพราะคิดว่าเคยเป็นแล้ว รักษาหายแล้ว แต่ไวรัส HSV เป็นไวรัสที่ติดแล้วไม่หายจากร่างกายค่ะ จะแฝงตัวอยู่อย่างนั้น รอวันกำเริบ ผู้ป่วยจะมีอาการคันยิบๆก่อนเป็นเริม แผลยังไม่แสดงออกมาก แต่ไวรัส HSV ก็ผุดขึ้นมาบนผิวหนังแล้ว ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว หากมีเพศสัมพันธ์ในระยะนี้โดยไม่ป้องกัน ก็สามารถติดเริมได้ค่ะ

 

Q: ลูกชายวัยรุ่นเป็นเริม แสดงว่ามีเพศสัมพันธ์ใช่หรือไม่

A: ถึงแม้ว่าเริมพบจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บ่อยที่สุด แต่การจูบ หรือทานน้ำแก้วเดียวกันกับผู้ป่วยเริมที่ปาก ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ติดต่อเริมได้ค่ะ อาจไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป อ่านเพิ่มเติมที่บทความ เริม ติดจากสาเหตุใดได้บ้าง

 

11คำถามเกี่ยวกับเริมที่พบบ่อย-2

 

Q: ถ้าสามีเป็นเริม แล้วจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์แบบป้องกันไปตลอดเลยหรือป่าว

A: ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในขณะที่ไม่มีอาการผื่นเริมกำเริบ โอกาสติดต่อจะน้อยกว่า 

 

เริมไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรงค่ะ  สามีของคุณอาจจะติดเชื้อก่อนแต่งงานมานาน การติดเชื้อระหว่างสามีภรรยาเป็นเรื่องปกติ สามารถรักษาให้หายขาดได้

 

11คำถามเกี่ยวกับเริมที่พบบ่อย-3

 

Q: เริมติดเชื้อจากแม่สู่ลูกหรือไม่

เริมไม่สามารถถ่ายทอดจากร่างกายแม่สู่ทารกในครรภ์ได้ค่ะ แต่หากระหว่างที่คลอดทางช่องคลอดนั้นคุณแม่มีแผลเริมบริเวณอวัยวะเพศ ไวรัส HSV อาจจะแฝงตัวเข้าไปในทารก ซึ่งในกรณีนี้ แพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดแทนการคลอดตามธรรมชาติค่ะ

 

Q: ตรวจสุขภาพประจำปี จะทราบว่าเป็นโรคเริมหรือไม่

A: ไวรัส HSV ไม่ได้อยู่ในเลือดค่ะ หลังจากที่ผื่นเริมหายกำเริบแล้ว ไวรัสจะแฝงตัวในปมประสาท และจะกำเริบอีกเมื่อร่างกายอ่อนแอ ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีด้วยการตรวจเลือดจะไม่พบเชื้อไวรัสเริม

 

Q: เป็นเริม บริจาคเลือดได้ไหม

A: ได้ค่ะ อย่างที่ตอบไปในข้อที่แล้วว่า ไวรัส HSV ไม่ได้อยู่ในเลือด ดังนั้นผู้ติดเชื้อสามารถบริจาคเลือดได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม หากร่างกายไม่แข็งแรงพอแล้วไปบริจาคเลือด อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลง อาการเริมอาจกำเริบหลังบริจาดเลือดได้ค่ะ

 

11คำถามเกี่ยวกับเริมที่พบบ่อย-4

 

Q: เป็นเริมที่อวัยวะเพศ จะลามขึ้นมาที่ริมฝีปากได้หรือไม่

A: ไวรัสเริมมี 2 ชนิด คือ HSV1 อาการจะเริ่มกำเริบที่ริมฝีปากก่อน และสามารถลามไปติดเชื้อที่อวัยวะเพศได้ผ่านกิจกรรมทางเพศที่ใช้ปาก (Oral Sex) ส่วนไวรัส HSV2 อาการจะกำเริบที่อวัยเพศก่อน แต่ลามมาติดเชื้อที่ริมฝีปากไม่บ่อยนัก แทบไม่พบเลยในผู้ที่มีสุขภาพดี 

 

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ให้สันนิษฐานก่อนว่าเกิดจากเชื้อไวรัส  HSV2 ซึ่งมีโอกาสลามขึ้นมาที่ริมฝีปากน้อย อย่างไรก็ตาม การรักษาสุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญ ควรล้างมือบ่อยๆ เพื่อไม่ให้มือของเรากลายเป็นรถขนไวรัสกระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย

 

Q: อยู่บ้านเดียวกับคนเป็นเริม จะติดกันหรือไม่

A: ไวรัส HSV มีชีวิตอยู่ได้แค่บนผิวหนังที่เป็นผื่นเริมค่ะ โดยมีตุ่มน้ำใสๆเป็นเกราะป้องกันเซลล์ไวรัส ไวรัส HSV มีอายุสั้นมากหากอยู่นอกแผล และไวรัส HSV ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเนื้อเยื่ออ่อน (ริมฝีปากและอวัยวะเพศ) ได้เท่านั้น ดังนั้นในการใช้ชีวิตปกติ โรคนี้ติดต่อกันได้ยากค่ะ ไวรัส HSV ไม่ติดต่อทางน้ำลาย เหงื่อ และน้ำมูก ผู้ติดเชื้อไวรัสสามารถใช้ชีวิตอยู่กับผู้อื่นได้ปกติค่ะ แค่รักษาความสะอาดตามหลักสุขอนามัยก็พอ

 

การรักษาเริมให้หายขาดนั้นทำได้ค่ะ ตามศาสตร์แพทย์แผนไทยนั้น เริม คือ กิมิชาติ (เชื้อโรค) ชนิดหนึ่ง สามารถรักษารักษาด้วยสมุนไพรที่สรรพคุณกำจัดกิมิชาติและขับออกจากร่างกาย เช่น พลูคาว หัวข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ เหงือกปลาหมอ ซึ่งปุณรดายาไทยพัฒนาสมุนไพรรักษาโรคเริม B-Treat เพื่อรักษาโรคเริมที่ต้นเหตุ กำจัดเชื้อไวรัสและฟื้นฟูระบบน้ำเหลือง ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกไวรัสรบกวน

 

สมุนไพร B-Treat เป็นส่วนประกอบชุดรักษาโรคเริม H-Set เพื่อการรักษาอย่างครบวงจร มีทั้งสมุนไพรลดความร้อน ลดการกำเริบของผื่น B-Cool และสมุนไพรทาผื่นและแผลเริม B-SkinII อีกด้วย

 

โรคเริมไม่น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ รักษาได้ด้วยสมุนไพร ปลอดภัย ได้ผลจริง สนใจปรึกษาปุณรดายาไทยได้นะคะ ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

 

 

 

 

 

สามารถปรึกษากับพวกเรา Poonrada Yathai ได้เสมอนะคะ (ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ)
LINE ID: @Poonrada
TEL: 086-955-6366, 091-546-9415


ทีมแพทย์แผนไทยปุณรดา

สุรดา เลิศเกศราธรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

"สมุนไพร คือ ของขวัญจากธรรมชาติ เราจึงตั้งใจมอบสมุนไพรที่ดีที่สุด ให้ถึงมือคุณ"

พท.ป.จิราณี กิจศิริพิพัฒน์

แพทย์แผนไทย

"พื้นฐานของสุขภาพดีคือการใส่ใจดูแลธาตุทั้ง 4 ของร่างกาย ให้สมดุลกันเสมอ"

พท.ป.ชนาธินาถ วัชโรบล

แพทย์แผนไทย

"การเจ็บป่วยไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ภายใน 1 วัน แต่การละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเองทุกวันคือสิ่งที่ทำให้เราเจ็บป่วย"

พท.ป.วริศรา อิการาชิ

แพทย์แผนไทย

"การรักษาโรคที่สาเหตุ คือ การรักษาที่ยั่งยืน"

พท.ป.วราลี อรุณวุฒิวงศ์

แพทย์แผนไทย

"ใส่ใจ รับฟัง และเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย คือกุญแจสำคัญของการรักษา"


ปุณรดา ยาไทย
แพทย์แผนไทยที่อยู่ใกล้คุณที่สุด

ท่านจะได้รับทราบโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครทาง [email protected] พร้อมบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบส่วนตัวฟรี ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-22.00 น.

ข้อความถึงร้าน


× คุณได้เพิ่มสนค้าลงตะกร้า ดูสินค้าในตะกร้า